ปัญหาเจ็บแน่นหูจากการโดยสารเครื่องบิน
น.พ.ธวัชชัย
ลิมป์สถบดี
แผนกคนไข้ญี่ปุ่น
ร.พ.กรุงเทพ
การเดินทางโดยเครื่องบินได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน
เพราะมีความปลอดภัยสูง
พร้อมกับราคาค่าโดยสารที่ถูกลง
มีสายการบินมากมายให้เลือก
ปัญหาการเดินทางโดยเครื่องบินที่มีผลต่อสุขภาพผู้โดยสาร
จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆตามความนิยมที่เพิ่มขึ้น
ปํญหาที่น่าจะพบได้บ่อยที่สุด
น่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการแน่นหู
ปวดหู
จนถึงอาการบาดเจ็บของหูจากการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศระหว่างเดินทางโดยเครื่องบิน
ซึ่งถ้าเราเข้าใจที่มาของปํญหา
เข้าใจวิธีการแก้ไขตามหลักการที่ถูกต้อง
ปัญหาเหล่านี้อาจจะดูแลแก้ไขได้ด้วยตัวเอง
โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเลย
หรือ อาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบา
ก่อนที่จะมาพบแพทย์ได้
ปัญหานี้มักจะทำให้เป็นที่กังวลต่อผู้เดินทางโดยเครื่องบินเป็นประจำ
โดยเฉพาะ ลูกเรือ
และนักบินเวลาป่วยเป็นไข้หวัด
มักจะกังวลอยู่เสมอๆ
แม้ว่าได้กินยาแก้หวัด
ลดอาการบวม และ
การใช้ยาพ่นจมูกซึ่งมักจะได้ผลดีอยู่แล้ว
แต่บางท่านแม้ทำการปรับความดันในหูชั้นกลางด้วยวิธีต่างๆถึงขั้นทำValsalva
แล้วแต่พบได้บ่อยๆว่าอาการปวดหูดีขึ้นแต่อาการแน่นหูยังไม่หาย
ความจริงแล้วการปรับความดันในหูมีหลากหลายวิธี
ที่ใช้ได้ผลดีถ้าทำถูกวิธี
(กรณีที่ไม่มีปํญหาอาการภูมิแพ้
หรือไข้หวัด)
แต่หากปล่อยจนความดันอากาศแตกต่างกันมาก
เช่น เผลอนอนหลับไประหว่างเครื่องบินลดระดับลง
จนเกิดอาการปวดหู วิธีปกติอาจไม่ได้ผล
จะแก้ไขได้ต้องทำ Valsalva*
ช่วย ปรับความดันให้สมดุลย์โดยเร็ว
ก่อนที่จะเกิดการบาดเจ็บในหูชั้นกลาง
(ฺ Barotrauma )
*Valsalva
maneuver คือ
การเพิ่มความดันในบริเวณด้านหลังช่องปากและโพรงจมูกเพื่อเปิดท่อระบายอากาศที่เชื่อมต่อไปที่หูชั้นกลาง(
Eustachain Tube)
โดยการใช้นิ้วมือบีบปิดจมูก,ปิดปากแน่นแล้วเบ่งลมหายใจออก
จนได้ยินเสียงเปิดของท่อ
( Ear popping) อาการปวดหูจะดีขึ้น
ที่มาของปัญหา
รูปที่ 1 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความดันอากาศกับระดับความสูง
การเปลี่ยนแปลงเพิ่มระดับความสูงมีผลให้ความดันบรรยากาศลดลง
และการลดระดับความสูงมีผลตรงกันข้ามคือความดันเพิ่มขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแม้ระดับความสูงของเครื่องบินจะสูงมากถึง
40000ฟุต(12000เมตร)แต่ความดันในห้องผู้โดยสารเครื่องบินมีการปรับความดันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้โดยสารอยู่แล้ว
โดยปกติ ความดันจะอยู่ที่ประมาณระดับความสูง6000-8000
ฟุต(1800-2400 เมตร)
ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องบิน
เมื่อดูจากกราฟจะเห็นว่าที่ระดับตรงนี้ความดันจะเปลี่ยนแปลงโดยประมาณแค่
20 %เท่านั้น
และปริมาตรของอากาศเปลี่ยนแปลงแค่
12% เท่านั้น(รูปที่1)
ตามกฎของ Boyle's Law*
*Boyle's Law Equation P1V1 =P2V2
รูปที่
2. ขวดเปล่าที่ปิดฝาไว้ที่ระดับ8000ฟุตในห้องโดยสาร
หลังกลับลงสู่พื้นดิน
รูปที่
3. แผนภูมิ
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร
และความดันบรรยากาศ
เปรียบเทียบกับการดำน้ำ
การเปลี่ยนแปลงของความดันที่ระดับความลึก
33 ฟุต(10เมตร)
จะเพิ่มสูงมากเท่ากับ
200%(2เท่าของความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเล)
ปริมาตรของอากาศจะลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง
ความแตกต่างของความดันที่สูงมาก
ทำให้การเปิดท่อ Eustachain Tube
ทำได้ยากขึ้น การทำ
Valsalva จึงมีความจำเป็นในกรณี
ดำน้ำ (Scuba Diving)
ที่ผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องและทดสอบก่อนดำน้ำทุกครั้งว่าสามารถปรับความดันภายในหูชั้นกลางได้ที่ระดับผิวน้ำ
โครงสร้างหูชั้นกลาง
รูปที่4.
แสดงลักษณะกายภาพของหูชั้นกลาง
ท่อระบายอากาศจากหูชั้นกลางไปสู่บริเวณหลังโพรงจมูก
Eustachain Tube
ปกติการไหลของอากาศออกจากหู
ไปที่หลังโพรงจมูกจะทำได้ง่ายกว่า
การไหลของอากาศเข้าสู่บริเวณหูชั้นกลาง
ลักษณะคล้ายๆ
วาวล์อากาศทางเดียวดังนั้นเวลาอากาศขยายตัว(แก้วหูโป่งออก)ตอนเครื่องบินไต่ระดับจึงมักไม่ค่อยมีปัญหา
เท่ากับตอนลดระดับลงสู่พื้น(แก้วหูยุบตัวลง)
ที่ต้องช่วยเปิดท่อEustachain
Tube โดยวิธีต่างๆ
เช่นอ้าปากหาว,
ปิดจมูกพร้อมกับกลืนน้ำลาย
(Toynbee Maneuver)
หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง
ฯลฯ โดยต้องทำไปเรื่อยๆตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มมีอาการแน่นหู
อย่ารอจนมีอาการปวดหูแล้วค่อยทำ
เพราะความดันที่ต่างกันมากขึ้นจะเปิดท่อระบายอากาศได้ยากขึ้น
ถึงขั้นต้องทำ Valsalva
ช่วยเปิดทางระบายอากาศเข้าสู่ปูชั้นใน
แต่แนะนำให้ทำแค่ครั้งเดียวหลังจากรู้สึกว่ามีเสียงเปิดของท่อแล้วอาการดีขึ้น
อย่าทำซ้ำๆ (ยกเว้น
เกิดอาการปวดหูอีก
)เพราะอากาศจะเข้าไปค้างอยู่ภายในหูชั้นกลางจะทำให้หูอื้อ
แต่ไม่ปวด แค่รำคาญ
ให้ใช้วิธีอื่นข้างต้นแทน
จนกว่าจะไม่ได้ผลจึงทำValsalva
ซ้ำอีกครั้ง
ซึ่งก็อาจจะยังมีอาการหูอื้ออยู่บ้าง
แต่ไม่เป็นอันตราย
เพราะความดันอากาศถูกปรับสมดุลย์แล้ว
Valsalva Maneuver
เป็นการเบ่งลมหายใจออกพร้อมกับการปิดกั้นทางออกอากาศไว้
เพื่อเพิ่มความดันภายในบริเวณหลังโพรงจมูกและช่องปาก
เพื่อให้มีการเปิดของท่อระบายอากาศไปสู่หูชั้นกลางเป็นการปรับความดันอากาศให้สมดุลย์
คนที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาคือ
นาย Antonio Maria Valsalva แพทย์ชาวอิตาลี
ในศตวรรษที่17
เป็นการทดสอบการปิดเปิดของท่อ
Eustachian Tube
และยังใช้วิธีนี้ในการขับเอาหนองออกมาจากช่องหูชั้นกลางอีกด้วย
จากการที่ปัญหาของอาการแน่นปวดหูที่มักจะเกิดมีปัญหาช่วงเครื่องบินลดระดับลงดังที่กล่าวมา
สภาพของเยื่อแก้วหูจะถูกความดันอากาศที่สูงขึ้นกดให้เยื่อแก้วหูยุบตัวลงไป
โดยที่การไหลของอากาศจากภายในช่องปากเข้าสู่ด้านในของหูชั้นกลางจะต้องออกแรงอัดอากาศช่วยเปิดท่อ
Eustachain
ให้อากาศผ่านเข้าสู่หูชั้นกลางปรับสมดุลย์ของความดันซึ่งใช้ได้ผลเป็นอย่างดี
เนื่องจากการอัดอากาศเข้าไปในหูชั้นกลางผ่านท่อEustachain
Tube มีโอกาสทำให้อากาศค้างอยู่ในหูชั้นกลางได้
มีอาการหูอื้อ แต่ไม่เกิดอันตรายแล้ว
รอให้อากาศระบายออกเอง
หรือขยับปาก หาว
กลืนน้ำลายช่วยเปิดท่อได้อาการหูอื้อก็จะดีขึ้น
รูปที่
5.1
เยื่อแก้วหูยุบตัวจากความกดอากาศที่มากขึ้น
และอากาศผ่านเข้าท่อระบายไม่ได้
ตอนเครื่องบินลดระดับ
รูปที่
5.2 หลังการทำValsalva
เปิดท่ออากาศปรับความดันแล้วแต่จะมีอากาศเข้าไปค้างอยู่ในหูชั้นกลาง
ประสบการณ์ตรงจากการตรวจคนไข้
คนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องปวดแน่นหู
ส่วนใหญ่ที่มาพบว่าเป็นลูกเรือ
พนักงานบนเครื่องบินที่เป็นไข้หวัดไม่มาก
กินยาอยู่ไม่อยากพัก
หรือลาพักไม่ได้
ต้องจำใจไปทำงานบนเครื่อง
แม้จะกินยาแก้หวัด ลดบวม
ลดน้ำมูก และ ถึงแม้ใช้ยาพ่นจมูกลดอาการบวม
ของท่อEustachain
Tube แล้ว
และได้ทำ Valsalva
ปรับความดันตั้งหลายครั้ง
ก็ยังมีอาการปวดแน่นหูอยู่
หลังจากตรวจดูพบว่า
เยื่อแก้วหูขยายดันออกมา
แต่ไม่มีการอักเสบ
แสดงว่าน่าจะมีอากาศค้างอยู่ภายในช่องหูด้านในหลังจากทำ
Valsalva
ซึ่งน่าจะมีแต่อาการหูอื้อมากกว่าปวดหู
เพราะความดันได้ปรับให้สมดุลย์แล้ว
ได้อธิบายคนไข้ให้เข้าใจ
และช่วยโดยการให้คนไข้
อ้าปากหาว กลืนน้ำลายพร้อมกับปิดจมูก
(Toynbee Maneuver)
ให้อากาศระบายออกมา
อาจจะช่วยดึงหูพร้อมกับเอียงศีรษะข้างที่อื้อขึ้นเพื่อช่วยยืดท่อ
Eustachain Tube
ให้ระบายลมได้ดีขึ้น
คนไข้จะได้ยินเสียงแก้วหูขยับและอาการหูอื้อดีขึ้น
ลองตรวจดูซ้ำพบว่าแก้วหูยุบตัวลง
แสดงว่าอากาศระบายออกไปบ้างแล้ว
ได้จ่ายยาช่วยลดอาการบวมกินต่อ2-3
วัน
การทำ Valsalva
จะไม่ช่วยเลยในกรณีนี้เพราะอาการหูอื้อจะยังไม่ดีขึ้นและอาจทำให้อากาศเข้าไปค้างในหูชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น
กรณีที่คนไข้รอดูอาการเองที่บ้าน
โดยไม่ทำ Valsavaซ้ำๆ
ส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆดีขึ้นเองภายใน1-2
วัน
เพราะอากาศจะถูกระบายออกเองทีละน้อยๆ
แต่หากไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
โสต ศอ นาสิก แยกแยะสาเหตุอื่นๆ
เช่น การติดเชื้อหูชั้นกลางอักเสบ
,การบาดเจ็บจากความดันอากาศที่อาจเกิดขึ้นได้
ฯลฯ
โดยสรุป
อาการผิดปกติที่หู
จากการโดยสารเครื่องบินในสภาวะที่ร่างกายปกติไม่ได้เป็นภูมิแพ้
หรือเป็นหวัด การปรับความดันให้สมดุลย์ในช่องหู
ช่วยเปิดท่อ Eustachian Tubeโดยวิธีง่ายๆ
เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง
การอ้าปากหาว หรือ
การปิดจมูกพร้อมกับกลืนน้ำลาย
น่าจะเพียงพอแล้ว
ยกเว้นในกรณีที่แก้ไขไม่ได้จริงๆ
จึงจะใช้วิธี Valsalva ช่วย
แต่ผลที่ตามมาคืออาการหูอื้ออาจจะหลงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่ควรกังวลมากเกินไป
อย่าพยายามทำValsalvaซ้ำๆ
ซึ่งจะไม่ช่วยอะไร
ให้ใช้วิธีง่ายๆข้างต้นเปิดท่อช่วยระบายอากาศที่ค้างอยู่จะดีกว่า
หวังว่าการเดินทางโดยเครื่องบินในครั้งต่อๆไป
คงไม่ทำให้เกิดความกังวลตอนที่ป่วยเป็นไข้หวัดแล้วต้องเดินทางอีกแล้วนะครับ
*ป.ล.
กราบขอพระคุณ อาจารย์
น.พ. อภินันท์
ณ นคร แผนก โสต ศอ นาสิก
ที่ให้คำปรึกษาในการเขียนบทความนี้ครับ
น.พ.ธวัชชัย
ลิมป์สถบดี
แผนกคนไข้ญี่ปุ่น
ร.พ.กรุงเทพ





